แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media]
สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นที่รู้จักและได้รับ
ความนิยมในช่วงปี 1990 - 2010 ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ [Print
Media] อย่างเช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยเริ่มจากบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อขนาดใหญ่
[Media Conglomerate] ของอเมริกา โดยเฉพาะจากวงการอุตสหากรรมสื่อสิ่งพิมพ์
ตัวอย่างเช่น The New York Times Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ New York Times
[NYT] ที่ได้รับรางวัล Pulizter มากที่สุดในโลกถึง 108 รางวัล หรือ Hearst Corporation
เจ้าของหนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle และนิตยสารดังอย่าง ELLE, ELLE
DECOR, Esquire, Harper’s Bazaar, Marie Claire และ O, The Oprah
Magazine หรือบริษัท Ganett Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง USA
Today ซึ่งในช่วงเวลาที่สื่อกระแสหลัก [Mainstream Media] หรือสื่อดั้งเดิม
[Traditional Meida] อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารเริ่มมีการนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล”
[Digital Content] นั้น รูปแบบของหนังสือพิมพ์และนิตยสารสามารถแบ่งออก
เป็น 3 ประเภท ได้แก่
รูปแบบที่ 1: สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม [Traditional Print Media] หรือ ที่เรียกว่า
Print Version [บางครั้ง Paper Version] ซึ่งหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้ “กระดาษ”
เป็นพื้นที่แสดงเนื้อหา ซึ่งมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว มีเสนห์เวลาหยิบจับ ดังที่หลาย ๆ คนนิยม
อ่านหนังสือพิมพ์คู่กับอาหารเช้าของตน ซึ่งจะมองว่าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนี้เป็น
“สื่อหลังอาหารเช้า” [After Breakfast Media] ก็ย่อมจะได้ นอกจากนี้ “คุณลัษณะ
เฉพาะตัว” ของกระดาษที่ใช้พิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารนั้น ความหนา บาง มันเงา
หรือด้าน ของเนื้อกระดาษ ล้วนส่งผลต่อ “บุคลิกภาพของสื่อ” [Media Characterisitic]
ของนิตยสารนั้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ “ภาพลักษณ์” ของ “สินค้า” และ “บริการ” ซึ่ง
ลงโฆษณา เป็นผู้อุปถัมภ์นิตยสารฉบับนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้าเครื่องสำอางค์
หรือสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนม รวมถึงกระเป๋าและเครื่องประดับต่าง ๆ เหมาะสมกับ
การลงโฆษณาบนนิตยสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษที่อาร์ตที่มีความหนาพอสมควร ไม่สามารถ
มองทะลุไปเห็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่อีกด้านของกระดาษได้ และนิยมใช้เป็นกระดาษผิวมัน
เพราะสามารถสร้าง “ภาพลักษณ์” ของความเป็นแบรนด์ที่หรูหรา มีรสนิยมได้ดีกว่า
แม้กระทั่งในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์แสลงที่ใช้เรียกนิตยสารว่า “Gloss” ซึ่งมาจากคำว่า
“Glossy” ที่เป็นชื่อเรียกชนิดของกระดาษที่มีผิวมัน และเรียนหนังสือพิมพ์ว่า “Pulp” ซึ่ง
หมายถึงการดาษที่ไม่มีคุณภาพสูง ผิวด้าน บาง ไม่เหมาะที่จะใช้สร้าง “ภาพลักษณ์” ให้กับ
สินค้าและบริการบางประเภท แต่มีความเหมาะสมในแง่ของค่าใช้จ่ายในการผลิต
ราคาที่จำหน่าย และมีประสิทธิภาพในแง่ของ “การเข้าถึง” ผู้อ่านที่มีลักษณะมวลชน
[Mass Audience] จำนวนมาก
รูปแบบที่ 2: สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Version] มีลักษณะหน้าตาเหมือนเป็นเว็บไซต์
ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร โดยให้บริการเนื้อหาอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผ่าน
World Wide Web เรียกสั้น ๆ ว่า “”webzine” หรือ “ezine” [บางครั้งสะกด e-zine]
โดยมีการออกแบบและจัดหน้าเว็บไซต์ให้สื่อถึง “บุคลิกภาพ” ของหนังสือพิมพ์หรือ
นิตยสารที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ เนื้อหาที่นำเสนอบน Online Version จะอยู่ในรูปแบบ
ของตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพประดิษฐ์ [Illustration] คลิ๊ปวีดีโอ ซึ่งส่งผลให้หนังสือพิมพ์
และนิตยสารออนไลน์สามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สามารถดึงดูดความสนใจของ
ผู้อ่านหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คลิ๊ปวีดีโอเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่น
คอลัมน์สัมภาษณ์ดารานางแบบในห้องแต่งตัว ซึ่งสามารถรับทราบ Feedback
ของผู้รับสารได้ทันทีผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อสื่อสารในโลก Social Media
รูปแบบที่ 3: สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิคส์ [Electronic Version] บางครั้งเรียกว่า e-Edition,
หรือ Digital Version นั้น ในยุคเริ่มแรก เป็นความหยายามที่จะนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล”
[Digital Content] โดยเปลี่ยนจากการใช้กระดาญ มานำเสนอในรูปแบบของไฟล์ดิจิตอล
แทน รูปแบบของไฟลืที่นิยม คือ ไฟล .PDF ซึ่งสามารถนำเสนอทั้งตัวอักษร และภาพที่มี
คุณภาพสูง ขนาดไฟล์ปานกลาง ไม่ใหญ่มาก และสามารถทำการแก้ไขต้นฉบับได้สะดวก
อย่างไรก็ดี e_edition ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารในยุคแรกนั้น มีการจัดหน้า เนื้อหา
รวมถึง Sponsor เจ้าของสินค้าหรือบริการ เหมือนกัน กล่าวคือ ไม่ได้มีการจัดหน้าใหม่
ไม่ได้มีการสร้างเนื้อหาใหม่ และไม่ได้มีการเรียกเก็บค่าโฆษณาเพิ่มจากลูกค้าที่เป็น
Sponsor เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพียงเพื่อเพิ่มยอดการจัดจำหน่ายของ
หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพิ่มยอดบอกรับสมาชิกของสื่อสิ่งพิมพ์ [Subscription]
ขยายตลาดผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้ครอบคลุมถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จะต้องใช้
“เนื้อหาดิจิตอล” ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและมีความเหมาะสมกับ
เทคโนโลยีของโลกการสื่อสารแบบดิจิตอล โดยให้บริการเนื้อหาในลักษณะให้
Download ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งบางครั้่งต้องมีการลงทะเบียนเพื่อ
เป็นสมาชิกก่อนจึงจะสามารถ Download ได้ ซึ่งต่อในยุคหลังสื่อสิ่งพิมพ์
ในรูปแบบ E-Edition หรือ Digital version ได้รับความนิยมมาก จึงเริ่มมี
การพัฒนาทั้งในเรื่องของการจัดหน้าให้เหมาะสมกับสื่อที่จะใช้แสดงผล ซึ่ง
จะทำให้รูปแบบการจัดหน้ามีความแตกต่างจาก Paper Version สามารถ
แสดงผลเนื้อหาดิจิตอล ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง เสียง
คลิ๊ปวีดีโอ และงานอนิเมชั่น เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพิมพ์
หรือนิตยสารที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเนื้อหา
ดิจิตอล เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบริโภคอยู่ในชิวิตปรกติประจำวัน
สำหรับในประเทศไทย E-Edition ของนิตยสารนั้น รู้จักกันในชื่อของ E-Magazine
หรือ “นิตยสารอิเล็คทรดนิคส์” ซึ่งได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงระยะเวลา 5 - 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ผลิตนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์จะต้องมีเว็บไซต์
เป็นของตนเองเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการจัดเก็บและให้บริการ Download ไฟล์ของ
E-Magazine ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .pdf และ .swf ซึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
สามารถอ่านนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ได้เลย โดยไม่ต้อง Dowload ไฟล์ โดยการอ่าน
ผ่าน Web Browser ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .html หรือใช้บริการ
รับฝากและแสดงผลไฟล์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมและแสดงผลนิตยสารอิเล็ค
ทรอนิคส์ อย่างที่ http://www.thaiegazine.com/ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูย์รวม “ดิจิตอล
แมกกาซีน” ของไทย หรือที่ http://www.issuu.com/ ซึ่งเป็นเว๊บไซตืที่รวบรวมและ
จัดแสดง “นิตยสารดิจิตอล” จากทั่วโลก
ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคา
คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต
31.05.2555
![แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media]
สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในช่วงปี 1990 - 2010 ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ [Print Media] อย่างเช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยเริ่มจากบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อขนาดใหญ่ [Media Conglomerate] ของอเมริกา โดยเฉพาะจากวงการอุตสหากรรมสื่อสิ่งพิมพ์ ตัวอย่างเช่น The New York Times Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ New York Times [NYT] ที่ได้รับรางวัล Pulizter มากที่สุดในโลกถึง 108 รางวัล หรือ Hearst Corporation เจ้าของหนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle และนิตยสารดังอย่าง ELLE, ELLE DECOR, Esquire, Harper’s Bazaar, Marie Claire และ O, The Oprah Magazine หรือบริษัท Ganett Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง USA Today ซึ่งในช่วงเวลาที่สื่อกระแสหลัก [Mainstream Media] หรือสื่อดั้งเดิม [Traditional Meida] อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารเริ่มมีการนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล” [Digital Content] นั้น รูปแบบของหนังสือพิมพ์และนิตยสารสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
รูปแบบที่ 1: สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม [Traditional Print Media] หรือ ที่เรียกว่า Print Version [บางครั้ง Paper Version] ซึ่งหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้ “กระดาษ”เป็นพื้นที่แสดงเนื้อหา ซึ่งมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว มีเสนห์เวลาหยิบจับ ดังที่หลาย ๆ คนนิยมอ่านหนังสือพิมพ์คู่กับอาหารเช้าของตน ซึ่งจะมองว่าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนี้เป็น “สื่อหลังอาหารเช้า” [After Breakfast Media] ก็ย่อมจะได้ นอกจากนี้ “คุณลัษณะเฉพาะตัว” ของกระดาษที่ใช้พิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารนั้น ความหนา บาง มันเงา หรือด้าน ของเนื้อกระดาษ ล้วนส่งผลต่อ “บุคลิกภาพของสื่อ” [Media Characterisitic]ของนิตยสารนั้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ “ภาพลักษณ์” ของ “สินค้า” และ “บริการ” ซึ่งลงโฆษณา เป็นผู้อุปถัมภ์นิตยสารฉบับนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้าเครื่องสำอางค์ หรือสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนม รวมถึงกระเป๋าและเครื่องประดับต่าง ๆ เหมาะสมกับการลงโฆษณาบนนิตยสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษที่อาร์ตที่มีความหนาพอสมควร ไม่สามารถมองทะลุไปเห็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่อีกด้านของกระดาษได้ และนิยมใช้เป็นกระดาษผิวมันเพราะสามารถสร้าง “ภาพลักษณ์” ของความเป็นแบรนด์ที่หรูหรา มีรสนิยมได้ดีกว่าแม้กระทั่งในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์แสลงที่ใช้เรียกนิตยสารว่า “Gloss” ซึ่งมาจากคำว่า“Glossy” ที่เป็นชื่อเรียกชนิดของกระดาษที่มีผิวมัน และเรียนหนังสือพิมพ์ว่า “Pulp” ซึ่งหมายถึงการดาษที่ไม่มีคุณภาพสูง ผิวด้าน บาง ไม่เหมาะที่จะใช้สร้าง “ภาพลักษณ์” ให้กับสินค้าและบริการบางประเภท แต่มีความเหมาะสมในแง่ของค่าใช้จ่ายในการผลิต ราคาที่จำหน่าย และมีประสิทธิภาพในแง่ของ “การเข้าถึง” ผู้อ่านที่มีลักษณะมวลชน [Mass Audience] จำนวนมาก
รูปแบบที่ 2: สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Version] มีลักษณะหน้าตาเหมือนเป็นเว็บไซต์ ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร โดยให้บริการเนื้อหาอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผ่านWorld Wide Web เรียกสั้น ๆ ว่า “”webzine” หรือ “ezine” [บางครั้งสะกด e-zine]โดยมีการออกแบบและจัดหน้าเว็บไซต์ให้สื่อถึง “บุคลิกภาพ” ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ เนื้อหาที่นำเสนอบน Online Version จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพประดิษฐ์ [Illustration] คลิ๊ปวีดีโอ ซึ่งส่งผลให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์สามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คลิ๊ปวีดีโอเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่นคอลัมน์สัมภาษณ์ดารานางแบบในห้องแต่งตัว ซึ่งสามารถรับทราบ Feedbackของผู้รับสารได้ทันทีผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อสื่อสารในโลก Social Media
รูปแบบที่ 3: สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิคส์ [Electronic Version] บางครั้งเรียกว่า e-Edition,หรือ Digital Version นั้น ในยุคเริ่มแรก เป็นความหยายามที่จะนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล” [Digital Content] โดยเปลี่ยนจากการใช้กระดาญ มานำเสนอในรูปแบบของไฟล์ดิจิตอลแทน รูปแบบของไฟลืที่นิยม คือ ไฟล .PDF ซึ่งสามารถนำเสนอทั้งตัวอักษร และภาพที่มีคุณภาพสูง ขนาดไฟล์ปานกลาง ไม่ใหญ่มาก และสามารถทำการแก้ไขต้นฉบับได้สะดวกอย่างไรก็ดี e_edition ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารในยุคแรกนั้น มีการจัดหน้า เนื้อหารวมถึง Sponsor เจ้าของสินค้าหรือบริการ เหมือนกัน กล่าวคือ ไม่ได้มีการจัดหน้าใหม่ ไม่ได้มีการสร้างเนื้อหาใหม่ และไม่ได้มีการเรียกเก็บค่าโฆษณาเพิ่มจากลูกค้าที่เป็นSponsor เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพียงเพื่อเพิ่มยอดการจัดจำหน่ายของหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพิ่มยอดบอกรับสมาชิกของสื่อสิ่งพิมพ์ [Subscription] ขยายตลาดผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้ครอบคลุมถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จะต้องใช้ “เนื้อหาดิจิตอล” ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีของโลกการสื่อสารแบบดิจิตอล โดยให้บริการเนื้อหาในลักษณะให้Download ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งบางครั้่งต้องมีการลงทะเบียนเพื่อเป็นสมาชิกก่อนจึงจะสามารถ Download ได้ ซึ่งต่อในยุคหลังสื่อสิ่งพิมพ์ ในรูปแบบ E-Edition หรือ Digital version ได้รับความนิยมมาก จึงเริ่มมีการพัฒนาทั้งในเรื่องของการจัดหน้าให้เหมาะสมกับสื่อที่จะใช้แสดงผล ซึ่งจะทำให้รูปแบบการจัดหน้ามีความแตกต่างจาก Paper Version สามารถแสดงผลเนื้อหาดิจิตอล ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง เสียงคลิ๊ปวีดีโอ และงานอนิเมชั่น เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเนื้อหาดิจิตอล เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบริโภคอยู่ในชิวิตปรกติประจำวัน
สำหรับในประเทศไทย E-Edition ของนิตยสารนั้น รู้จักกันในชื่อของ E-Magazine หรือ “นิตยสารอิเล็คทรดนิคส์” ซึ่งได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 5 - 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ผลิตนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการจัดเก็บและให้บริการ Download ไฟล์ของ E-Magazine ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .pdf และ .swf ซึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถอ่านนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ได้เลย โดยไม่ต้อง Dowload ไฟล์ โดยการอ่านผ่าน Web Browser ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .html หรือใช้บริการรับฝากและแสดงผลไฟล์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมและแสดงผลนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ อย่างที่ http://www.thaiegazine.com/ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูย์รวม “ดิจิตอลแมกกาซีน” ของไทย หรือที่ http://www.issuu.com/ ซึ่งเป็นเว๊บไซตืที่รวบรวมและจัดแสดง “นิตยสารดิจิตอล” จากทั่วโลก
ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคาคณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต
31.05.2555](http://25.media.tumblr.com/tumblr_m4valoBfnI1rqcsm2o1_r1_500.png)