AjEarth: Gumpanaj Teachakongka

แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] 
สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในช่วงปี 1990 - 2010 ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ [Print Media] อย่างเช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยเริ่มจากบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อขนาดใหญ่ [Media Conglomerate] ของอเมริกา โดยเฉพาะจากวงการอุตสหากรรมสื่อสิ่งพิมพ์ ตัวอย่างเช่น The New York Times Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ New York Times [NYT] ที่ได้รับรางวัล Pulizter มากที่สุดในโลกถึง 108 รางวัล หรือ Hearst Corporation เจ้าของหนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle และนิตยสารดังอย่าง ELLE, ELLE DECOR, Esquire, Harper’s Bazaar, Marie Claire และ O, The Oprah Magazine หรือบริษัท Ganett Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง USA Today ซึ่งในช่วงเวลาที่สื่อกระแสหลัก [Mainstream Media] หรือสื่อดั้งเดิม [Traditional Meida] อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารเริ่มมีการนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล” [Digital Content] นั้น รูปแบบของหนังสือพิมพ์และนิตยสารสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
รูปแบบที่ 1: สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม [Traditional Print Media] หรือ ที่เรียกว่า Print Version [บางครั้ง Paper Version] ซึ่งหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้ “กระดาษ”เป็นพื้นที่แสดงเนื้อหา ซึ่งมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว มีเสนห์เวลาหยิบจับ ดังที่หลาย ๆ คนนิยมอ่านหนังสือพิมพ์คู่กับอาหารเช้าของตน ซึ่งจะมองว่าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนี้เป็น “สื่อหลังอาหารเช้า” [After Breakfast Media] ก็ย่อมจะได้ นอกจากนี้ “คุณลัษณะเฉพาะตัว” ของกระดาษที่ใช้พิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารนั้น ความหนา บาง มันเงา หรือด้าน ของเนื้อกระดาษ ล้วนส่งผลต่อ “บุคลิกภาพของสื่อ” [Media Characterisitic]ของนิตยสารนั้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ “ภาพลักษณ์” ของ “สินค้า” และ “บริการ” ซึ่งลงโฆษณา เป็นผู้อุปถัมภ์นิตยสารฉบับนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้าเครื่องสำอางค์ หรือสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนม รวมถึงกระเป๋าและเครื่องประดับต่าง ๆ เหมาะสมกับการลงโฆษณาบนนิตยสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษที่อาร์ตที่มีความหนาพอสมควร ไม่สามารถมองทะลุไปเห็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่อีกด้านของกระดาษได้ และนิยมใช้เป็นกระดาษผิวมันเพราะสามารถสร้าง “ภาพลักษณ์” ของความเป็นแบรนด์ที่หรูหรา มีรสนิยมได้ดีกว่าแม้กระทั่งในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์แสลงที่ใช้เรียกนิตยสารว่า “Gloss” ซึ่งมาจากคำว่า“Glossy” ที่เป็นชื่อเรียกชนิดของกระดาษที่มีผิวมัน และเรียนหนังสือพิมพ์ว่า “Pulp” ซึ่งหมายถึงการดาษที่ไม่มีคุณภาพสูง ผิวด้าน บาง ไม่เหมาะที่จะใช้สร้าง “ภาพลักษณ์” ให้กับสินค้าและบริการบางประเภท แต่มีความเหมาะสมในแง่ของค่าใช้จ่ายในการผลิต ราคาที่จำหน่าย และมีประสิทธิภาพในแง่ของ “การเข้าถึง” ผู้อ่านที่มีลักษณะมวลชน [Mass Audience] จำนวนมาก  
รูปแบบที่ 2: สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Version] มีลักษณะหน้าตาเหมือนเป็นเว็บไซต์ ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร โดยให้บริการเนื้อหาอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผ่านWorld Wide Web เรียกสั้น ๆ ว่า “”webzine” หรือ “ezine” [บางครั้งสะกด e-zine]โดยมีการออกแบบและจัดหน้าเว็บไซต์ให้สื่อถึง “บุคลิกภาพ” ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ เนื้อหาที่นำเสนอบน Online Version จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพประดิษฐ์ [Illustration] คลิ๊ปวีดีโอ ซึ่งส่งผลให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์สามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คลิ๊ปวีดีโอเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่นคอลัมน์สัมภาษณ์ดารานางแบบในห้องแต่งตัว ซึ่งสามารถรับทราบ Feedbackของผู้รับสารได้ทันทีผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อสื่อสารในโลก Social Media
รูปแบบที่ 3: สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิคส์ [Electronic Version] บางครั้งเรียกว่า e-Edition,หรือ Digital Version นั้น ในยุคเริ่มแรก เป็นความหยายามที่จะนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล” [Digital Content] โดยเปลี่ยนจากการใช้กระดาญ มานำเสนอในรูปแบบของไฟล์ดิจิตอลแทน รูปแบบของไฟลืที่นิยม คือ ไฟล .PDF ซึ่งสามารถนำเสนอทั้งตัวอักษร และภาพที่มีคุณภาพสูง ขนาดไฟล์ปานกลาง ไม่ใหญ่มาก และสามารถทำการแก้ไขต้นฉบับได้สะดวกอย่างไรก็ดี e_edition ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารในยุคแรกนั้น มีการจัดหน้า เนื้อหารวมถึง Sponsor เจ้าของสินค้าหรือบริการ เหมือนกัน กล่าวคือ ไม่ได้มีการจัดหน้าใหม่ ไม่ได้มีการสร้างเนื้อหาใหม่ และไม่ได้มีการเรียกเก็บค่าโฆษณาเพิ่มจากลูกค้าที่เป็นSponsor เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพียงเพื่อเพิ่มยอดการจัดจำหน่ายของหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพิ่มยอดบอกรับสมาชิกของสื่อสิ่งพิมพ์ [Subscription] ขยายตลาดผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้ครอบคลุมถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จะต้องใช้ “เนื้อหาดิจิตอล” ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีของโลกการสื่อสารแบบดิจิตอล โดยให้บริการเนื้อหาในลักษณะให้Download ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งบางครั้่งต้องมีการลงทะเบียนเพื่อเป็นสมาชิกก่อนจึงจะสามารถ Download ได้ ซึ่งต่อในยุคหลังสื่อสิ่งพิมพ์ ในรูปแบบ E-Edition หรือ Digital version ได้รับความนิยมมาก จึงเริ่มมีการพัฒนาทั้งในเรื่องของการจัดหน้าให้เหมาะสมกับสื่อที่จะใช้แสดงผล ซึ่งจะทำให้รูปแบบการจัดหน้ามีความแตกต่างจาก Paper Version สามารถแสดงผลเนื้อหาดิจิตอล ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง เสียงคลิ๊ปวีดีโอ และงานอนิเมชั่น เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเนื้อหาดิจิตอล เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบริโภคอยู่ในชิวิตปรกติประจำวัน 
สำหรับในประเทศไทย E-Edition ของนิตยสารนั้น รู้จักกันในชื่อของ E-Magazine หรือ “นิตยสารอิเล็คทรดนิคส์” ซึ่งได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 5 - 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ผลิตนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์จะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการจัดเก็บและให้บริการ Download ไฟล์ของ E-Magazine ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .pdf และ .swf ซึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถอ่านนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ได้เลย โดยไม่ต้อง Dowload ไฟล์ โดยการอ่านผ่าน Web Browser ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .html  หรือใช้บริการรับฝากและแสดงผลไฟล์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมและแสดงผลนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ อย่างที่ http://www.thaiegazine.com/ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูย์รวม “ดิจิตอลแมกกาซีน” ของไทย หรือที่ http://www.issuu.com/ ซึ่งเป็นเว๊บไซตืที่รวบรวมและจัดแสดง “นิตยสารดิจิตอล” จากทั่วโลก
ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคาคณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต
31.05.2555 
  

แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] 

สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Print Media] เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นที่รู้จักและได้รับ
ความนิยมในช่วงปี 1990 - 2010 ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ [Print 
Media] อย่างเช่น หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยเริ่มจากบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อขนาดใหญ่
[Media Conglomerate] ของอเมริกา โดยเฉพาะจากวงการอุตสหากรรมสื่อสิ่งพิมพ์
ตัวอย่างเช่น The New York Times Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ New York Times
[NYT] ที่ได้รับรางวัล Pulizter มากที่สุดในโลกถึง 108 รางวัล หรือ Hearst Corporation
เจ้าของหนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle และนิตยสารดังอย่าง ELLE, ELLE
DECOR, Esquire, Harper’s Bazaar, Marie Claire และ O, The Oprah
Magazine หรือบริษัท Ganett Company เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง USA
Today ซึ่งในช่วงเวลาที่สื่อกระแสหลัก [Mainstream Media] หรือสื่อดั้งเดิม
[Traditional Meida] อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสารเริ่มมีการนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล”
[Digital Content] นั้น รูปแบบของหนังสือพิมพ์และนิตยสารสามารถแบ่งออก
เป็น 3 ประเภท ได้แก่

รูปแบบที่ 1: สื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิม [Traditional Print Media] หรือ ที่เรียกว่า 
Print Version [บางครั้ง Paper Version] ซึ่งหมายถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่ยังคงใช้ “กระดาษ”
เป็นพื้นที่แสดงเนื้อหา ซึ่งมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว มีเสนห์เวลาหยิบจับ ดังที่หลาย ๆ คนนิยม
อ่านหนังสือพิมพ์คู่กับอาหารเช้าของตน ซึ่งจะมองว่าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนี้เป็น 
“สื่อหลังอาหารเช้า” [After Breakfast Media] ก็ย่อมจะได้ นอกจากนี้ “คุณลัษณะ
เฉพาะตัว” ของกระดาษที่ใช้พิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารนั้น ความหนา บาง มันเงา 
หรือด้าน ของเนื้อกระดาษ ล้วนส่งผลต่อ “บุคลิกภาพของสื่อ” [Media Characterisitic]
ของนิตยสารนั้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ “ภาพลักษณ์” ของ “สินค้า” และ “บริการ” ซึ่ง
ลงโฆษณา เป็นผู้อุปถัมภ์นิตยสารฉบับนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สินค้าเครื่องสำอางค์ 
หรือสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนม รวมถึงกระเป๋าและเครื่องประดับต่าง ๆ เหมาะสมกับ
การลงโฆษณาบนนิตยสารที่พิมพ์ด้วยกระดาษที่อาร์ตที่มีความหนาพอสมควร ไม่สามารถ
มองทะลุไปเห็นเนื้อหาที่ปรากฏอยู่อีกด้านของกระดาษได้ และนิยมใช้เป็นกระดาษผิวมัน
เพราะสามารถสร้าง “ภาพลักษณ์” ของความเป็นแบรนด์ที่หรูหรา มีรสนิยมได้ดีกว่า
แม้กระทั่งในภาษาอังกฤษมีคำศัพท์แสลงที่ใช้เรียกนิตยสารว่า “Gloss” ซึ่งมาจากคำว่า
“Glossy” ที่เป็นชื่อเรียกชนิดของกระดาษที่มีผิวมัน และเรียนหนังสือพิมพ์ว่า “Pulp” ซึ่ง
หมายถึงการดาษที่ไม่มีคุณภาพสูง ผิวด้าน บาง ไม่เหมาะที่จะใช้สร้าง “ภาพลักษณ์” ให้กับ
สินค้าและบริการบางประเภท แต่มีความเหมาะสมในแง่ของค่าใช้จ่ายในการผลิต 
ราคาที่จำหน่าย และมีประสิทธิภาพในแง่ของ “การเข้าถึง” ผู้อ่านที่มีลักษณะมวลชน 
[Mass Audience] จำนวนมาก  

รูปแบบที่ 2: สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ [Online Version] มีลักษณะหน้าตาเหมือนเป็นเว็บไซต์
ของหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร โดยให้บริการเนื้อหาอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผ่าน
World Wide Web เรียกสั้น ๆ ว่า “”webzine” หรือ “ezine” [บางครั้งสะกด e-zine]
โดยมีการออกแบบและจัดหน้าเว็บไซต์ให้สื่อถึง “บุคลิกภาพ” ของหนังสือพิมพ์หรือ
นิตยสารที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ เนื้อหาที่นำเสนอบน Online Version จะอยู่ในรูปแบบ
ของตัวอักษร ภาพถ่าย ภาพประดิษฐ์ [Illustration] คลิ๊ปวีดีโอ ซึ่งส่งผลให้หนังสือพิมพ์
และนิตยสารออนไลน์สามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่สามารถดึงดูดความสนใจของ
ผู้อ่านหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คลิ๊ปวีดีโอเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่น
คอลัมน์สัมภาษณ์ดารานางแบบในห้องแต่งตัว ซึ่งสามารถรับทราบ Feedback
ของผู้รับสารได้ทันทีผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือช่องทางติดต่อสื่อสารในโลก Social Media

รูปแบบที่ 3: สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิคส์ [Electronic Version] บางครั้งเรียกว่า e-Edition,
หรือ Digital Version นั้น ในยุคเริ่มแรก เป็นความหยายามที่จะนำเสนอ “เนื้อหาดิจิตอล”
[Digital Content] โดยเปลี่ยนจากการใช้กระดาญ มานำเสนอในรูปแบบของไฟล์ดิจิตอล
แทน รูปแบบของไฟลืที่นิยม คือ ไฟล .PDF ซึ่งสามารถนำเสนอทั้งตัวอักษร และภาพที่มี
คุณภาพสูง ขนาดไฟล์ปานกลาง ไม่ใหญ่มาก และสามารถทำการแก้ไขต้นฉบับได้สะดวก
อย่างไรก็ดี e_edition ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารในยุคแรกนั้น มีการจัดหน้า เนื้อหา
รวมถึง Sponsor เจ้าของสินค้าหรือบริการ เหมือนกัน กล่าวคือ ไม่ได้มีการจัดหน้าใหม่
ไม่ได้มีการสร้างเนื้อหาใหม่ และไม่ได้มีการเรียกเก็บค่าโฆษณาเพิ่มจากลูกค้าที่เป็น
Sponsor เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพียงเพื่อเพิ่มยอดการจัดจำหน่ายของ
หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เพิ่มยอดบอกรับสมาชิกของสื่อสิ่งพิมพ์ [Subscription]
ขยายตลาดผู้อ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารให้ครอบคลุมถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จะต้องใช้
“เนื้อหาดิจิตอล” ที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและมีความเหมาะสมกับ
เทคโนโลยีของโลกการสื่อสารแบบดิจิตอล โดยให้บริการเนื้อหาในลักษณะให้
Download ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งบางครั้่งต้องมีการลงทะเบียนเพื่อ
เป็นสมาชิกก่อนจึงจะสามารถ Download ได้ ซึ่งต่อในยุคหลังสื่อสิ่งพิมพ์
ในรูปแบบ E-Edition หรือ Digital version ได้รับความนิยมมาก จึงเริ่มมี
การพัฒนาทั้งในเรื่องของการจัดหน้าให้เหมาะสมกับสื่อที่จะใช้แสดงผล ซึ่ง
จะทำให้รูปแบบการจัดหน้ามีความแตกต่างจาก Paper Version สามารถ
แสดงผลเนื้อหาดิจิตอล ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ตัวอักษร ภาพนิ่ง เสียง
คลิ๊ปวีดีโอ และงานอนิเมชั่น เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการนำเสนอของหนังสือพิมพ์
หรือนิตยสารที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเนื้อหา
ดิจิตอล เป็นสิ่งที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบริโภคอยู่ในชิวิตปรกติประจำวัน 

สำหรับในประเทศไทย E-Edition ของนิตยสารนั้น รู้จักกันในชื่อของ E-Magazine 
หรือ “นิตยสารอิเล็คทรดนิคส์” ซึ่งได้รับความนิยมและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงระยะเวลา 5 - 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ผลิตนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์จะต้องมีเว็บไซต์
เป็นของตนเองเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการจัดเก็บและให้บริการ Download ไฟล์ของ
E-Magazine ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .pdf และ .swf ซึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
สามารถอ่านนิตยสารอิเล็คทรอนิคส์ได้เลย โดยไม่ต้อง Dowload ไฟล์ โดยการอ่าน
ผ่าน Web Browser ซึ่งเนื้อหาส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์ .html  หรือใช้บริการ
รับฝากและแสดงผลไฟล์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการรวบรวมและแสดงผลนิตยสารอิเล็ค
ทรอนิคส์ อย่างที่ http://www.thaiegazine.com/ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูย์รวม “ดิจิตอล
แมกกาซีน” ของไทย หรือที่ http://www.issuu.com/ ซึ่งเป็นเว๊บไซตืที่รวบรวมและ
จัดแสดง “นิตยสารดิจิตอล” จากทั่วโลก

ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคา
คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต

31.05.2555 

 
 

แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพ [ตอนที่ 2]
กฤษณ์ ทองเลิศ (2552) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพในฐานะ ที่เป็นระบบการสื่อสารด้วยสัญญาณว่า ภาพถ่ายหนึ่งภาพอาจมีลักษณะที่เข้าข่ายสัญญาณทั้ง 3 ประเภทข้างต้น ดังเช่นภาพข่าว เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมอาคาร World Trade Center ที่กรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ถ้าพิจารณาความหมายของภาพจากรูปที่เห็น Icon ก็คือ ภาพรายงานความเสียหาย จากเหตุการณ์จากมุมมองหนึ่งของช่างภาพ ในส่วนภาพควันไฟเป็น Index ที่สื่อได้ถึงเหตุการณ์ ไฟไหม้และการถล่มของอาคาร ส่วนไม้กางเขนเป็นความหมาย จากระบบสัญลักษณ์ ซึ่งแทนศาสนาคริสต์ แต่ในระดับความหมายที่มีอุดมการณ์ร่วมอยู่ด้วยนั้น ภาพดังกล่าวอาจสื่อนัยสัญญาณถึงสงครามทางศาสนา อันเนื่องจากผู้ก่อเหตุรุนแรงเป็นผู้ที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ในขณะที่สถานที่เกิดเหตุเป็นดินแดนของชาวคริสต์


ความหมายที่เกิดจากระบบสัญลักษณ์นี้ อาจจำแนกที่มาของความหมายได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
1]         ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของวัตถุในภาพที่ใช้สื่อความหมาย: วัตถุทุกประเภท
นอกจากจะมีความสามารถในการสื่อสารเกี่ยวกับสารสนเทศของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งเป็นความหมายโดยตรงแล้ว ภาพวัตถุต่าง ๆ อาจมีความหมายในระดับสัญลักษณ์ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งการตีความหมาย ของสัญลักษณ์ภาพนั้น เป็นกระบวนการอ้างอิงกับประสบการณ์หรือการเรียนรู้มาก่อน เช่น ภาพดอกเข็มในวิธีไหว้ครู มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ถึงปัญญาที่แหลมคม ภาพดอกบัว สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงศาสนาพุทธ เป็นต้น อย่างไรก็ตามความหมายเชิงสัญลักษณ์ของ ภาพนั้น ยังขึ้นต่อบริบทของการนำเสนอภาพนั้น ๆ ด้วย
2]         ความหมายแฝงของภาษาทางเทคนิคการถ่ายภาพ: เป็นผลจากหลักจิตวิทยา
การเห็นของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการเลือกใช้มุมกล้อง ช่วงความชัด ความยาวโฟกัสของเลนส์ ลักษณะการจัดแสง หลักจิตวิทยาของสี การใช้เส้น ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนเป็น ความหมายแฝง ที่แนบเนื่องมากับสิ่งที่อยู่ในภาพ ดังรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในตารางที่ 1* (Nickey Lacey อ้างใน กฤษณ์ ทองเลิศ, 2550 : 11)

ในส่วนหลักจิตวิทยาของสี*นั้น สีทุกสีมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ ดังนั้น สีกับอารมณ์ของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ เพราะนอกจากความหายในเชิงสัญลักลักษณ์ ของสีแล้ว สียังได้แฝงไว้ซึ่งความหมายในเชิงจิตวิทยาเอาไว้ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น สียังสามารถ ส่งผลต่อมนุษย์ในเชิงจิตวิทยาได้โดยไม่จำเป็นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ใด ๆ เลย ยกตัวอย่าง เช่น สีดำโดยปกติแล้วจะหมายถึงความโศกเศร้า แต่ถ้าสีดำปรากฏอยู่บนสูททักซิโด กลับแสดงถึงความสง่างามและความภูมิฐานของผู้สวมใส่ ดังนั้นความหมายของสีจึงขึ้นอยู่กับ บริบทและสถานการณ์รวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกด้วย

สมชาย พรหมสุวรรณ (อ้างถึงในกฤษณ์ ทองเลิศ, 2550) ได้กล่าวถึง ตัวอย่างความหมายของสีต่าง ๆ ที่มีผลทางจิตวิทยาต่อมนุษย์ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นตาราง  ดังที่ปรากฏอยู่ในตารางที่ 2*

ที่มา:
กฤษณ์ ทองเลิศ. การถ่ายภาพเชิงวารสาร. พิมพ์ครั้งที่ 2. ปทุมธานี:มหาวิทยาลัยรังสิต, 2552. 
- TIME ฉบับ Special Issue 11 September 2001.

ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคา
คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต

25.05.2555 

แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพ [ตอนที่ 1]

แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยภาพ

            กฤษณ์ ทองเลิศ (2550 : 1-13)  แสดงความคิดเห็นในเรื่องการสื่อสารด้วยภาพว่า เป็นกระบวนการที่มีการขับเคลื่อนอย่างไม่หยุดนิ่ง นับตั้งแต่ภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำในยุคดึกดำ บรรพ์จนถึงปัจจุบันที่มีการสร้างสรรค์รูปแบบและกระบวนการสื่อสาร ด้วยภาพพร้อม ๆ กับการ พัฒนาเทคโนโลยีการมองเห็นมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยต่างจำเป็นต้อง สื่อสารกันเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่จะอยู่รวมกันในสังคม โดยการสื่อสารที่ชัดเจนและง่าย ที่สุดก็คือการสื่อสารด้วยภาพ เนื่องจากภาพมีความเป็นรูปธรรมและเป็นสื่อกลางในกระบวนการ สื่อสารของมนุษย์ที่ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดและสื่อความหมายถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้การมองเห็นยังเป็นธรรมชาติในการรับรู้อย่างแรกของมนุษย์ที่มีประสิทธิ ภาพสูงสุด ดังคำพูดที่ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่า “ภาพ ๆ เดียวสามารถสื่อความหมายได้ดีกว่าคำนับพัน”

 

            ดังนั้น จึงพบว่าในปัจจุบันตามสถานที่ต่าง ๆ มักจะนิยมใช้ภาพเพื่อสื่อความหมาย ซึ่งกล่าวได้ว่า ภาพเป็นภาษาสากลอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่สมเกียรติ ตั้งนโม (อ้างถึงในกฤษณ์ ทองเลิศ, 2550) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาพในฐานะที่เป็นรูปแบบการสื่อสารที่สำคํญที่สุด ในยุคปัจจุบันไว้ว่า “ปัจจุบัน เราอยู่ในโลกที่ต้องใช้สายตาในการรับรู้และทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ รายล้อมรอบตัว มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ไม่ว่าในยุคอารยธรรมใด ดังจะเห็นได้จากสิ่งแวดล้อม ของเราซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมภาพ เรามีภาพถ่าย GIS ที่ถ่ายจากดาวเทียม มีภาพสแกนสมอง ของมนุษย์ ภาพผลงานศิลปะ-โบราณคดี แลพภาพโฆษณาบนท้องถนน บนหน้าหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และบนมือถือ … และท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ ภาพทั้งหลาย ต่างสื่อสารอยู่รอบ ๆ ตัวเราทุก ๆ วัน นับเป็นจำนวนล้าน ๆ ชิ้น เราสามารถเรียกสิ่งเหล่านี้ได้ว่า “วัฒนธรรมทางสายตา” (Visual Culture) และเราจำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยความฉลาด ผ่านการรับรู้ทางสายตา (Intelligence of Visual Perception)”

 

1 พัฒนาการของการสื่อสารด้วยภาพ

                        นับจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์รู้จักใช้ภาพเข้ามาเป็นส่วหนึ่งของวิถีการ ดำเนินชีวิต ดังปรากฏหลักฐานภาพเขียนตามผนังถ้ำในส่วนต่าง ๆ ของโลก หากพิจารณาภาพ ผนังถ้ำที่มีอายุหลายพันปีในส่วนต่าง ๆ ของโลกจะพบว่าลักษณะร่วมประการหนึ่งของการเขียน ภาพเหล่านั้น คือ ภาพส่วนใหญ่มีลักษณะการเขียนแบบหยาบ ๆ และมักเป็นภาพที่พบเห็นได้ใน ชีวิตประจำวัน เช่น ภาพการล่าสัตว์ ภาพฝ่ามือ การเต้นรำ หรือภาพที่พวกเขาเห็นจาก ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจแน่ใจว่าเป้าหมายทางการสื่อสาร ของมนุษย์ยุคถ้ำคืออะไร

                        ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีแหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีที่มีความน่าสนใจ พบแหล่งภาพเขียนสีสองแหล่งได้แก่ ภาพเขียนสีพิธีกรรมที่มีอายุราว 3,000 ปี ที่ผาศักดิ์สิทธิ์ ประตูผา จังหวัดลำปาง เป็นแหล่งที่มีภาพเขียนสีมากที่สุดในประเทศไทย มีผนังภาพเขียนยาวกว่า 300 เมตร โดยจะมีภาพมือมากที่สุด ซึ่งสันนิษฐานว่า มือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการครอบครอง การจับจอง พิธีกรรมจับสัตว์ เป็นต้น

                        สุจิตต์ วงษ์เทศ (อ้างถึงในกฤษณ์ ทองเลิศ, 2550) ได้กล่าวถึงภาพเขียนสีที่ประตูผา จังหวัดลำปางว่า สัญลักษณ์ภาพดังกล่าวล้วนมีความหมายทางสังคมแต่ความหมายที่แท้จริง ยังไม่อาจสรุป สิ่งที่โดดเด่นของภาพเขียนที่ประตูผา คือ กลุ่มกระจุกภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญ ทางโบราณคดียังถอดรหัสภาพไม่ได้ แต่เชื่อว่าเป็นการเขียนขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมและความ สัมพันธ์ของเพศ หลาย ๆ จุดเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ เน้นความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับธรรมชาติและยังมีภาพเกี่ยวกับพิธีศพอีกด้วย

                        นอกจากนี้ภาพเขียนที่บ่งชี้ถึงพิธีกรรมอีกแหล่งที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ของไทย คือ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภาพเขียนมีอายุราวสองพันถึงสามพันปี มีมากกว่า 300 ภาพ เรียงรายไปตามหน้าผากว่า 1 กิโลเมตร ภาพเขียนที่ผาแต้มจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มคือ ภาพคนและมือคน ภาพสัตว์ ภาพวัตถุ และภาพลวดลายเรขาคณิต แต่การเขียนภาพ ไม่ซับซ้อนเท่าที่ประตูผา จังหวัดลำปาง การตีความหมายทางสัญลักษณ์ของภาพเขียนสีที่ผาแต้มนี้ ศรีศักร วัลลิโภดม (อ้างถึงในกฤษณ์ ทองเลิศ, 2550) เห็นว่า ไม่อาจแยกพิจารณาเป็นอย่าง ๆ ได้ แต่ต้องดูความสัมพันธ์ภาพเขียนทั้งหมดกับสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย จึงน่าจะกิดกับการประกอบ “พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์” ซึ่งพบมากในบรรดากลุ่มชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีระดับ ความรู้ทางเทคโนโลยีต่ำ ควบคุมธรรมชาติไม่ได้ เมื่อมีความต้องการอาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ ก็จำเป็นต้องอาศัยการทำพิธีกรรมที่มีทั้งการอ้อนวอนและการบังคับธรรมชาติให้อำนวยความอุดม

สมบูรณ์

            หลังจากที่มนุษย์ได้เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ การใช้ลายลักษณ์อักษรได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ แต่กระนั้นภาษาสัญลักษณ์ภาพก็ยังคงมีการใช้มาอย่างต่อเนื่อง การบูรณาการระบบสัญลักษณ์ภาพและสัญลักษณ์ลายลักษณ์อักษรได้ช่วยให้การสื่อสารของมนุษย์มีความรุดหน้ามากขึ้น แม้แต่ในสังคมไทย นับตั้งแต่ยุคที่มีการใช้อักษรไทยหรือลายสือไทย ได้มีการ พบหลักฐานว่า มีการใช้ภาพลายเส้นร่วมกับจารึกอักษรไทย ดังปรากฏหลักฐานที่จารึก วัดศรีชุมในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

            การใช้ระบบสัญลักษณ์ภาพร่วมกับภาษาลายลักษณ์อักษร ยังคงปรากฏหลักฐานในยุคต่อ ๆ มา เช่น ในงานจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่าง ๆ หลายแห่ง ศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน ได้ใช้ระบบลายลักษณ์อักษรร่วมอธิบายภาพด้วย ดังเช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหน่อพุทธางกูร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และงานจิตรกรรมในวัดต่าง ๆ แถบภาคเหนือและอีสาน ก็มีการใช้ภาพร่วมกับลายลักษณ์อักษรเพื่อการเล่าเรื่องวรรณกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา

            ต่อมาเมื่อสื่อมวลชนสมัยใหม่ได้กำเนิดขึ้น นับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของหนังสือพิมพ์ จนถึงปัจจุบัน พัฒนาการของการสื่อสารด้วยภาพได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เทคโนโลยีทางการถ่ายภาพและการพิมพ์รุดหน้ามากขึ้น ทำให้ระบบวิธีการสื่อสารด้วยภาพมีความ ซับซ้อนทางการสื่อความหมายยิ่งขึ้น ความหมายของสัญลักษณ์ภาพอาจถูกกำกับโดยความหมาย จากภาษาลายลักษณ์อักษรที่แนบเนื่องมากับภาพ อีกทั้งความหมายของภาพยังเกี่ยวข้องกับ ความหมายแฝงจากภาษาของสื่อภาพถ่าย เช่น การวางมุมกล้อง ลักษณะการจัดแสง จิตวิทยา เกี่ยวกับสีของภาพ ขนาดระยะการเลือกใช้ทางยาวโฟกัสของเลนส์ ความบิดเบือนของภาพจากการ ใช้เลนส์ก็มีความหมายแฝงร่วมอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งเกรนความละเอียดของภาพก็สามารถสื่อสารได้ถึงอารมณ์ของภาพ เป็นต้น

2 ภาพในฐานะการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์

                        การสื่อสารด้วยภาพเป็นระบบการสื่อสารด้วยสัญญาณ C.S. Peirce (อ้างถึงใน กฤษณ์ ทองเลิศ, 2550) ได้จำแนกประเภท ของสัญญาณได้ 3 ประเภทดังนี้

1) Icon คือ การสื่อสารตามสิ่งที่เห็นในภาพ เป็นการสื่อความหมายในระดับที่เป็น
ความหมายแบบตรงไปตรงมา ให้สารสนเทศระดับพื้นผิว
2) Index คือ การสื่อสารที่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นเหตุและผลต่อกัน เช่น 
เห็นภาพควันไฟ จะรู้ได้ว่ามีไฟไหม้เกิดขึ้น
3) Symbol คือ สัญลักษณ์ที่เกิดจากกาเรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคม มีความหมายถึงสิ่งอื่นตามที่คนในสังคมได้ตกลงความหมายกันเอาไว้ เช่น ภาพกุหลาบดอกสีแดง อาจหมายถึงความรัก ภาพกางเขนเป็นสัญลักษณ์แทนศาสนาคริสต์ เป็นต้น

ที่มา:
กฤษณ์ ทองเลิศ. การถ่ายภาพเชิงวารสาร. พิมพ์ครั้งที่ 2. ปทุมธานี:มหาวิทยาลัยรังสิต, 2552. 

ผู้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคา
คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต

25.05.2555  

แนวคิดเกี่ยวกับสื่อใหม่ [New Media]

แนวคิดเกี่ยวกับสื่อใหม่

Mark Tribe และ Reena Jana (มาร์ค ไทรป์ และ รีนา จานา, 2552) ได้กล่าวถึง
ช่วงเวลาสำคัญของการเชื่อมโยงกันระหว่างประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีสื่อและ
วัฒนธรรมดิจิตอลว่า ในปี ค.ศ. 1994 บริษัท เน็ทสเคป (Netscape) ได้นำเสนอ
โปรแกรมค้นหาเว็บ (web browser) เชิงการค้าออกมาเป็นครั้งแรก พร้อมทั้ง
ส่งสัญญาณว่าอินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายที่มีไว้สำหรับนักวิชาการ
และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็น “สื่อนิยม” (Popular 
Media) ที่เหมาะสำหรับการสื่อสารส่วนบุคคล ธุรกิจการพิมพ์และการค้า 

หลังจากนั้นไม่นานคำศัพท์ต่าง ๆ เช่น “อินเตอร์เน็ต” (the Internet),
“เว็บ” (web), ไซเบอร์สเปซ (Cyberspace), และ “ดอทคอม” (.com) ได้กลายเป็น
ส่วนหนึ่งของภาษาสากล ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม
ที่สำคัญต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา เช่น การเปลี่ยนแปลงจากการผลิตเชิงอุตสาหกรรม
เป็นเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร จากการจัดโครงสร้างตามลำดับบังคับบัญชามาเป็น
โครงสร้างเครือข่ายที่กระจายออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และจากตลาดการค้าภายใน
ประเทศกลายเป็นตลาดการค้าระหว่างประเทศ ความหมายของคำว่า “อินเตอร์เน็ต”
ได้รับการตีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เช่น หมายถึง
หนทางสู่ความรำรวยอย่างรวดเร็วในสายตาของผู้ประกอบการทางธุรกิจ 
หมายถึงหนทางสร้างแรงสนับสนุนจากประชาชนเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง
ในมุมมองของนักปฏิบัติการหัวรุนแรง และหมายถึงช่องทางใหม่ในการเผยเพร่
เนื้อหาสาระต่าง ๆ ในความคิดของผู้มีอิทธิพลในวงการสื่อ และกลุ่มผู้มีอิทธิพล
ในวงการสื่อนี้เองที่ใช้คำว่า “สื่อใหม่” (New Media) เพื่ออธิบายรูปแบบธุรกิจ
การพิมพ์ดิจิตอลต่าง ๆ เช่น ซีดีรอม (CD ROM) และเว็บไซต์ (website) 
ในขณะที่กลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อแบบเก่า (Traditional Media) ก็เห็นตรงกัน
ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอลได้เปลี่ยนรูปแบบดั้งเดิมของสื่อต่าง ๆ
เช่น จากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ไปเป็นรูปแบบใหม่ของสื่อ เช่น
สื่อผสมเชิงโต้ตอบ (Interactive Multimedia) ตัวย่างเช่น กรณีของ
บริษัทเฮิร์สท์ คอร์เปเรชั่น (Hearst Corporation) ซึ่งเป็นเจ้าของสิ่งพิมพ์
จำนวนมาก อาทิเช่น หนังสือพิมพ์ San Francisco Chronicle
และนิตยสารชั้นนำระดับโลกอย่าง ELLE, ELLE DÉCOR, Esquire,
Harper’s Bazaar, Marie Claire, และ O, The Oprah Magazine
รวมถึงเครือข่ายสถานีโทรทัศน์หลายแห่งในอเมริกา ได้จัดตั้งแผนก
“สื่อใหม่” (New Media) ขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มทางการค้า
เช่น สมาคมสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่แห่งนิวยอร์คขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย 
และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คำว่า “ศิลปะสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่”
(New Media Art) ได้เริ่มนำไปใช้โดยเหล่าศิลปิน ภัณฑารักษ์ และ
นักวิจารณ์ศิลปะ เพื่ออ้างถึงศิลปะต่าง ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เช่น
งานประติมากรรมสื่อผสมเชิงโต้ตอบ สภาวะความจริงเสมือน
และศิลปะแบบอิงเว็บ

คำว่า “สื่อใหม่” (New Media) มักถูกอ้างอิงถึง
ในงาน 2 ลักษณะ ได้แก่การสื่อสารสมัยใหม่ในรูปแบบดิจิตอล
(New Media Communication) และนิวมีเดียอาร์ต (NewMedia Art)
ซึ่งหมายถึง ผลงานศิลปะสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่

1) สื่อใหม่ (New Media) : เป็นคำที่ความหมายกว้างในมุมมองของการ
ศึกษาเกี่ยวกับสื่อซึ่งมีการตื่นตัวมากในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยกล่าวถึง
ความสามารถในการเข้าถึงเนื้อหาผ่านสื่อดิจิตอลได้ทุกที่ทุกเวลา
ทั้งนี้การศึกษาเกี่ยวกับ “สื่อใหม่” หรือที่บางครั้งเรียกว่า “สื่อนฤมิต”
ยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้รับสาร การมีส่วนร่วม
ในการผลิตเนื้อหาของผู้รับสาร และบทบาทของผู้ใช้งานเครือข่ายซึ่ง
ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารในเวลาเดียวกัน
หัวใจของการสื่อสารในรูปแบบของสื่อใหม่ ได้แก่ ประชาธิปไตย
ในการสร้างสรรค์ผลงานผลิต เผยแพร่ จำหน่ายและบริโภค “เนื้อหา”
ที่ปราศจากการควบคุม ซึ่งมีความใหม่และสดตลอดเวลา ถ้าเปรียบเป็น
ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลาที่ทำการสื่อสารในขณะนั้น
ถ้าจะมองในแง่ของเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร สื่อใหม่ เป็นสื่อดิจิตอลที่นำเสนอ
เนื้อหาที่สะดวกต่อการปรับแต่ง สามารถบีบอัดข้อมูลและปรับใช้กับระบบ
เครือข่าย โดยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานได้ ตัวอย่างเช่น สื่ออินเตอร์เน็ต
(the Internet), เว็บไซต์ (website), เครือข่ายสังคมออนไลน์
(Social Network), สื่อผสม (computer multimedia), วีดีโอเกมส์
(video games), โลกเสมือนจริง (virtual reality), CD-ROMs, DVDs,
อุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพา (PDA:Personal Digital Assistant
or Personal Data Assistant), และโทรศัพท์มือถือ (mobile device)

นอกจากนี้ วิกิพีเดีย (http://en.wikipedia.org/wiki/New_media ,
24 พฤษภาคม 2555)สารานุกรมออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้ระบุว่า
“สื่อใหม่” (new media) ไม่หมายรวมถึง รายการโทรทัศน์ (television
programs) ภาพยนตร์ (feature films), นิตยสาร (magazines),
หนังสือ (Books), และงานพิมพ์ทุกชนิด (paper-based publications)
ที่ไม่สามารถมี “ปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิตอล” กับผู้ใช้งานได้ โดยให้
ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย (network or community) และการ
มีส่วนร่วม (participation) ของผู้ใช้งาน

2) นิวมีเดียอาร์ต (New Media Art) : หมายถึง ผลงานศิลปะสื่อ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกที่มักจะถูกใช้แทนกันบ่อย เช่น
“ศิลปะดิจิตอล” (Digital Art), “ศิลปะคอมพิวเตอร์ (Computer Art),
“ศิลปะสื่อผสม (Multimedia Art), และ “ศิลปะเชิงโต้ตอบ” (Interactive Art)
เป็นต้น มาร์ค ไทรป์ และ รีนา จานา (Mark Tribe and Reena Jana, 2009)
มองว่า “ศิลปะสื่อเทคโนโลยีใหม่” เป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งหรืออาจเรียกได้ว่า
เป็น “จุดตัด” ระหว่างกลุ่มศิลปะ 2 กลุ่มใหญ่ อันได้แก่ “กลุ่มศิลปะและเทคโนโลยี”
และ “กลุ่มศิลปะสื่อ”ซึ่งกลุ่มศิลปะและเทคโนโลยีเป็นกลุ่มที่มีผลงานต่าง ๆ
เช่น ศิลปะอิเล็คทรอนิคส์ ศิลปะเทคโนโลยีอัตโนมัติหรือศิลปะหุ่นยนต์
และศิลปะพันธุกรรม เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีใหม่แต่ไม่จำเป็น
ต้องเกี่ยวข้องกับสื่อ

ส่วนกลุ่มที่สองกลุ่มศิลปะสื่อ จะรวมเอาศิลปะวิดีทัศน์ ศิลปะส่งผ่าน
และภาพยนตร์ทดลองเข้าไว้ด้วยกัน ศิลปะของกลุ่มหลังนี้เป็นรูปแบบที่ใช้
เทคโนโลยีสื่อ ซึ่งต่อมานับหลังจากเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1990ไปแล้ว ศิลปะที่ใช้
เทคโนโลยีสื่อถือว่าล้าหลังไปแล้ว ดังนั้นศิลปะเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งยืนอยู่
ตรงกลางระหว่างทั้งสองกลุ่มใหญ่ที่กล่าวมา จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปี ค.ศ. 1994

ที่มา: 
- ไทรป์, มาร์ค และ จานา,รีนา.  นิวมีเดียอาร์ต.  แปลมาจาก New Media Art.  
พิมพ์ครั้งแรก.  กรุงเทพฯ: เดอะเกรทไฟน์อาร์ท, 2552. 
- Wikipedia.  New Media (Online). http://en.wikipedia.org/wiki/
New_media ., May 25, 2012.
- Wikipedia.  นิวมีเดีย. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://th.wikipedia.org/
wiki/นิวมีเดีย ., 24 พฤษภาคม 2555. 

ผุ้เขียน: กัมปณาท เตชะคงคา
คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต
24.05.2555

MMD327 ความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ [ตอนที่ 2]

MMD327 ความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ [ตอนที่ 2]

การวิจัยเชิงคุณภาพ [Qualitative Research]

เป็นการวิจัยที่มีความเป็นเฉพาะกรณี ไม่มุ่งนัยทั่วไป [Idiographic Approach]
ซึ่งมุ่งศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์
ที่สั่งสม และความเป็นไปในสังคม เพื่อหาความรู้ในเรื่องที่ศึกษา โดยไม่นำความรู้ที่ได้
ไปสรุปเชิงนัยทั่วไป [ไม่นำความรู้ที่มุ่งศึกษาเฉพาะกรณีไปประยุกต์เข้่ากับคนหมู่มาก
หรือสังคม ขาดลักษณะของความเป็นตัวแทน]

การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่ไม่อิงข้อมูลตัวเลข แต่จะใช้และนำเสนอข้อมูล
ในเชิงบรรยายหรือพรรณรา [Descriptive] ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากคำบอกเล่า
สิ่งที่คนบันทึกไว้และพฤติกรรมที่สังเกตพบโดยผู้ศึกษาวิจัย เป็นการศึกษาที่ลุ่มลึก
[In-Depth] และใช้เวลานาน ซึ่งนิยมใช้ “ตัวผู้วิจัย” เป็น “เครื่องมือหลัก” ใน
การเก็บข้อมูล โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก [In-Depth Interview]
การสังเกต [Observation] การสังเกตแบบมีส่วนร่วม [Participant Observation]
และการใช้ข้อมูลจากการบันทึกเหตุการณ์และเอกสารหลักฐาน โดยเน้นการสังเคราะห์
ข้อมูล [Synthesis] จากส่วนย่อยไปยังส่วนใหญ่หรือภาพรวม ไม่เน้นวิธีการเชิงปริมาณ
ซึ่งถ้าจะใช้ตัวเลขมาประกอบก็มักใช้สถิติพื้นฐาน ค่าความถี่ ร้อยละ เป็นต้น

แนวทางในการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าการวิจัยเชิงปริมาณ โดย
เน้นให้ความสำคัญในเรื่อง

- ความเป็นธรรมชาติของวิธีการศึกษา โดยการศึกษาปรากฏกาณ์ตามสถานการณ์
ที่เป็นอยู่ ด้วยวิธีการที่กลมกลืนกับบริบท ไม่โจ่งแจ้ง ไม่พยายามควบคุมตัวแปรหรือ
สถานการณ์
-  ความเป็นองค์รวม [Holistic] ของการศึกษา โดยนำเสนอว่า “พฤติกรรมของมนุษย์”
จะเกี่ยวข้องกับ “บริบท” [Context] อย่างแยกไม่ออก ไม่อาจถูกลดทอนเป็น
“ตัวแปร” เดี่ยว ๆ แล้วแยกส่วนเพื่อทำการศึกษาได้
- การตีความ [Interpretation] เพื่อให้ความตีความเป็นไปอย่างเที่ยงตรง การวิจัย
เชิงคุณภาพไม่นิยมที่จะมีการตั้ง “สมมติฐาน” หรือมีการคาดเดาคำตอบไว้ล่วงหน้า
แต่จะพัฒนาคำถามหรือข้อสันนิษฐานในระหว่างที่ทำการศึกษา [Emergent
Hypothesis] ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสรุปบนพื้นฐานของข้อค้นพบที่เรียกว่า “ทฤษฎี
จากฐาน” [Grounded Theory] หรือ “ทฤษฎีเชิงอุปมาน” [Inductive Theory]
ซึ่งจะมีการเฉพาะเจาะจงตามบริบทของการวิจัย ดังนั้นการวิจัยเชิงคุณภาพจึงอิง
วิธีการอุปมาน [Inductive Approach] เป็นหลัก

วิธีการอุปมาน [Inductive Approach] เป็นกระบวนการศึกษาที่เริ่มจาก
กระบวนการศึกษาปรากฏการณ์และเก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนาคำถาม ซึ่งจะพัฒนา
ไปเป็น “ข้อค้นพบ” หรือ “ทฤษฎี” ในที่สุด

หัวใจของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ “การตีความ” [Interpretation] หรือ
“การให้ความหมาย” แก่พฤติกรรมและเรื่องราว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่มีแบบแผน
แน่นอนตายตัว แต่ต้องอาศัยการเข้าถึงปรากฏการณ์อย่างแท้จริง และไม่อาจแยก
เด็ดขาดจากค่านิยมที่แฝงอยู่ในความรู้ ความคิดของผู้วิจัย [Non Value-Free]
ซึ่งประสบการณ์และความสามารถในการหยั่งความคิดและตีความจะส่งผลให้
ผลการตีความของผู้วิจัยแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

สำหรับประเด็นเรื่องการตีความของผู้ศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพนั้น มักถูกโจมตี
โดยนักวิจัยเชิงคุณภาพว่าขาดความกลางและมีลักษณะเป็นอัตนัย [Subjectivity]
เนื่องจากใช้ “ตัวผู้วิจัย” เป็น “เครื่องมือหลัก” ในการวิจัย ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
นอกจากนี้ “การรายงานผล” การวิจัยเชิงคุณภาพทุกชนิดจะอิงวิธีการ “พรรณนา”
เป็นหลัก ทำให้นักวิจัยเชิงปริมาณซึ่งไม่คุ้นเคยกับวิธีการนี้ เห็นว่ารูปแบบการ
รายงานผลการวิจัยในลักษณะดังกล่าวเหมือนกับ “การเล่าเรื่อง” ที่ขาดข้อมูลชัดเจน
มาสนับสนุนสิ่งที่กล่าวถึง มีความเป็นเฉพาะจุด เฉพาะกรณี ไม่มีความเป็นตัวแทน

ตัวอย่างงานวิจัยเชิงคุณภาพสำหรับการศึกษาทางด้านนิเทศศาสตร์หรืองานสื่อสาร
มวลชน เช่น การศึกษาเรื่องการสื่อสารความหมายในการ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่
การศึกษาเรื่องการหยิบยืมเนื้อหาข้ามสื่อในลักษณะสัมพันธบทแนวนอน
หรือ การศึกษาการใช้สัญลักษณ์ภาพทศกัณฐ์ในงานจิตรกรรมฝาผนังไทยสำหรับ
งานสื่อสมัยใหม่ เป็นต้น 

วิธีการ “วิเคราะห์ตัวบท” [Textual Analysis] และการสัมภาษณ์เชิงลึก [In-depth
Interview] เป็นเทคนิคที่พบอยู่เสมอในงานวิจัยที่เลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ

คุณภาพของ “การวิจัยเชิงคุณภาพ” [Qualitative Research] นั้น ขึ้นอยู่กับ
“ความเที่ยงตรง” [Accuracy] และ “ความน่าเชื่อถือ” [Reliability] ของ
1] ข้อมูล ว่ามีความลึก ครอบคลุม และสะท้อนความเป็นจริงของปรากฏการณ์ได้
มากน้อยเพียงใด

2] วิธีการตีความและให้ความหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับ “ตัวนักวิจัย” ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญ

แหล่งข้อมูล:
มัติกร บุญคง. เอกสารประกอบการสอนวิชาการวิจัยมัลติมีเดีย.  
ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยรังสิต, 2552.

ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และ สุภาพ ฉัตราภรณ์. การออกแบบการวิจัย.
พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2545.